วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553

จินตนาการ บวก และ ลบ วัย 3-6 ปี




จินตนาการ + และ - ..ของวัย 3-6 ปี (รักลูก)
โดย: ธิดารัตน์

จินตนาการเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในเด็กวัย 3-6 ปี เพราะนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ แต่หากลูกแยกไม่ออกว่าแบบไหนคือโลกความจริง แบบไหนคือสิ่งสมมุติ ย่อมก่อให้เกิดผลร้ายได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยดูแลและให้คำแนะนำลูกอย่างถูกวิธีค่ะ

วัยแห่งจินตนาการ

เพีย เจย์ นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวไว้ว่า...การเล่นสมมติ จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ในการเปลี่ยนความจริงให้เป็น "ความปรารถนา" เป็นการก่อรากฐานทางอารมณ์ และพัฒนาความคิดให้กว้างไกลออกไป อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในตนเอง...

และในวัยอนุบาล 3-6 ขวบนี้ เด็กจะเริ่มก้าวสู่โลกกว้าง ไปโรงเรียน มีเพื่อน มีสังคม เริ่มอ่านหนังสือได้ ดูหนังเป็นเรื่องเป็นราวเข้าใจ และสามารถนำเรื่องราวมาปะติดปะต่อเข้ากับตัวเอง สร้างเรื่อง สร้างจินตนาการ ซึ่งเด็กแต่ละคนจะมีมากน้อยแตกต่างกันไป

แม้จินตนาการจะเป็นส่วนสำคัญในการเจริญเติบโต และเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรดูแลให้อยู่ในขอบเขตที่พอดี และสอนให้ลูกเรียนรู้ถึงโลกแห่งความเป็นจริง กับโลกแห่งจินตนาการด้วยนะคะ

แบบไหน...เข้าข่ายน่าเป็นห่วง

ถ้าลูกพูดจาเป็นตุเป็นตะเลียนแบบจากสิ่งที่ได้เห็นในละคร ภาพยนตร์ การ์ตูน ฯลฯ นั่นเป็นเพราะเขายังเด็กเกินกว่า ที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับเรื่อง สมมุติ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมปกติของวัยนี้

แต่เมื่อใดที่ลูกเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่เหมือนภาพยนตร์หรือในการ์ตูนที่ดู เช่น หยิบมีดในครัวออกมาวิ่งไล่ คล้ายจะออกรบเหมือนในหนัง ชก เตะ ต่อยคนอื่นแล้วภาคภูมิใจ หรือคิดว่าตัวเองมีความพิเศษ กระโดดตึกแล้วเหาะกลางอากาศได้ เหมือนยอดมนุษย์ในหนัง อาการแบบนี้น่าเป็นห่วงค่ะ

ตัวอย่างผลร้ายจากจินตนาการ

กรณีของเด็กวัย 6 ขวบ ประเทศอังกฤษ ที่สมมติตัวเองเป็นสไปเดอร์แมนไปไต่ตึก พลาดท่าหล่นลงมาจากหน้าต่างชั้นสอง จนแพทย์ต้องเอกซเรย์และสแกนสมอง

อีกกรณีหนึ่งคือเด็กหญิง 7 ขวบ ชาวตุรกี ดูการ์ตูนโปเกม่อนแล้วกระโดดตึกลงมา ได้รับบาดเจ็บสาหัส

เหล่านี้ล้วนเกิดจากจินตนาการและการเลียนแบบทั้งสิ้นค่ะ

จินตนาการก่อผลร้ายในเด็ก..

1. เด็กไฮเปอร์ (Hyper Active) เผลอไม่ได้

สำหรับเด็กพิเศษแบบที่เรียกว่าไฮเปอร์แอ็คทีฟจะมีลักษณะเฉพาะคือ นั่งไม่ค่อยติด วิ่งเล่น ซุกซนตลอดเวลา และด้วยวัยที่โตขึ้น คล่องแคล่วมากขึ้น ชอบเล่นผาดโผนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บวกกับพลังที่มีอยู่เหลือเฟือในเด็กวัยนี้ โอกาสที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยจึงมีสูง คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลการเล่น การแยกแยะระหว่างจินตนาการ และความเป็นจริงในความเข้าใจของลูกด้วยค่ะ

2. หนูชอบเก็บตัว...โลกส่วนตัวสูง

โดยทั่ว ๆ ไปเด็กในวัยนี้จะชอบการอยู่เป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ แม้จะเล่นคนเดียวได้แต่ก็ชอบการเล่นเป็นกลุ่มมากกว่า แต่ก็มีเด็กบางคนที่เก็บตัว ชอบเล่นคนเดียว อยู่กับทีวี หรือขอให้มีหนังสือการ์ตูนเป็นเพื่อนก็พอ เพราะมีความสุขกับการได้อยู่กับจินตนาการในโลกส่วนตัว หากเป็นหนังสือประเภทที่อ่านแล้วกล่อมเกลาจิตใจ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่หากเด็กรับเอาสื่อที่รุนแรง ก้าวร้าวมากๆ แล้วเด็กทำตาม แบบนี้น่าเป็นห่วงค่ะ

3. เด็กโจ๋...หัวหน้าแก๊ง

ด้วยความสามารถในการเป็นผู้นำ ในการเล่น ช่างคิด เล่นเป็น เล่นเก่ง และมีของเล่นใหม่ ๆ มาให้เพื่อนเสมอ ๆ เด็กที่มีลักษณะเช่นนี้จึงมักจะถูกยกให้เป็นหัวหน้า "แก๊ง"

ข้อดีคือ เขาได้ฝึกความเป็นผู้นำ แต่หากเมื่อใดที่เขาโกรธหรือไม่พอใจ ก็อาจใช้อำนาจ พละกำลัง และหากบวกเข้ากับจินตนาการ หรือลอกเลียนแบบมาจากสื่อ เช่น คิดว่าตัวเองเป็นคนมีพลังเป็นที่ยอมรับ หรือเป็นยอดมนุษย์มาพิทักษ์โลก การเล่นรุนแรง ใช้กำลัง แตะต่อย หรือพูดหยาบคายแล้วไม่ใช่สิ่งผิด ก็อาจทำให้เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่ดีตอนโตได้ค่ะ

ชวนลูกใช้จินตนาการ..บวก

อย่างที่บอกค่ะว่า จินตนาการนั้นนำไปสู่พฤติกรรมของเด็ก ๆ ซึ่งก็มีทั้งบวกและลบ คุณพ่อคุณแม่คือบุคคลสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้จินตนาการของลูกไปสู่กิจกรรม ที่จะหล่อหลอมให้เขาเป็นเด็กดี เด็กเก่ง กล้าคิด กล้าแสดงออกในทางที่ถูกต้อง ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นการหักหารน้ำใจลูกจนเกินไป ตัวอย่างเช่น

คำพูดสร้างความเข้าใจ : "คำพูด" สำหรับเด็ก ๆ วัยนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญค่ะ เขาสามารถเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ได้ดีขึ้น พ่อแม่ควรใช้คำพูดอธิบายให้ลูกเข้าใจเหตุผลได้ว่า อะไรคือเรื่องจริง หรือสิ่งสมมติ เช่น "ที่ในหนังทำอย่างนี้ได้เพราะอะไร" "ที่เราทำไม่ได้เพราะอะไร" เนื่องจากบางครั้งการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของเหล่าตัวละคร การ์ตูน หรือ ซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหลายทำให้เด็ก ๆ คาดหวังในสิ่งที่เกินความจริง

เน้นกิจกรรมสร้างสรรค์จินตนาการ : คุณพ่อคุณแม่อาจใช้จังหวะทองที่ลูกมีความสุขกับโลกจินตนาการ ชักชวนเขาให้ทำกิจกรรมที่จะได้เพลิดเพลินไปกับจินตนาการ ได้อย่างปลอดภัย เช่น พาลูกไปเข้าค่ายต่า งๆ ที่จัดสำหรับเด็ก อาจเป็นค่ายศิลปะ แสดงละคร พากย์การ์ตูน ตามแต่ความสนใจของเขา อีกทั้งยังเป็นการให้เขาได้ค้นหาความชอบและความถนัดอีกด้วย

จินตนาการสร้างวินัย : คุณพ่อคุณแม่ สามารถใช้จินตนาการหรือการชอบเลียนแบบของลูกสร้างวินัยให้เขาได้ เพราะธรรมชาติของเด็กวัยนี้จะกระตือรือร้นช่วยทำงานบ้าน อยากรับผิดชอบกิจวัตรตัวเอง ก็อาจจะบอกลูกว่าเขาเป็นเด็กดี และคนเก่งที่สุดเลย แล้วคนดีคนเก่งต้องเล่นของเล่นแล้วเก็บทุกครั้ง คนเก่งต้องมีน้ำใจ ไม่ก้าวร้าว ไม่พูดคำหยาบ เป็นต้น



ที่มา http://women.kapook.com/view17247.html

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

10 เทคนิคดูแลบ้านหน้าฝน




10 เทคนิคดูแลบ้านหน้าฝน (momypedia)

แม้ปีนี้ฤดูฝนบ้านเจะมาช้าสักหน่อย แต่ดูท่าว่าจะกินระยะเวลายาวทีเดียว และที่แตกต่างจากทุก ๆ ปี คือนอกจากฝนตกชุกแล้วยังมาพร้อมกับพายุลมแรง ซึ่งอาจก่อความเสียหายให้บ้านหลังงามของคุณได้ เพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น เราจึงมีเทคนิคดูแลบ้านในช่วงหน้าฝนอย่างง่าย ๆ มาฝาก รับรองว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงคุณสาว ๆ แน่นอน

1. หมั่นเช็กการรั่วซึมของหลังคา ฝ้า ผนัง การรั่วซึมของหลังคาหรือผนัง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และส่วนใหญ่มักจะทราบเมื่อเกิดปัญหามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว วิธีตรวจสอบง่าย ๆ คือ หมั่นสังเกตรอยรั่วซึมแตกร้าวของหลังคา ฝ้าเพดานและฝาผนัง หรือรอยต่อของวัสดุต่างๆ เช่น ขอบหน้าต่างว่ามีคราบรอยน้ำหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการแตกร้าวหรือรั่วซึมจริงให้รีบติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้

2. ดูแลรางน้ำฝน อย่าปล่อยให้รางน้ำฝนมีเศษใบไม้ หรือขยะอุดตัน เพราะเวลาฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วภายในบ้านได้

3. ล้างท่อระบายน้ำ หมั่นตักขยะ เศษใบไม้ เศษดิน ขี้โคลน ออกจากบ่อดักขยะในบ้านของคุณ รวมทั้งล้างบริเวณระเบียง หรือเฉลียง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อระบายน้ำอุดตัน

4. ขยันขัดพื้น หลังฝนตก ควรขัดล้างพื้นรอบ ๆ บ้านอย่าให้มีตะไคร่จับ หรือเป็นคราบดิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มได้ง่าย

5. คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ ภาชนะจำพวกถังน้ำที่วางอยู่นอกตัวบ้าน ควรจับวางคว่ำไว้ เพื่อไม่ให้มีน้ำขัง และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก

6. ตัดกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวบ้านให้สั้นเข้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งไม้หักโดนตัวบ้าน เวลามีลมพายุแรง ๆ และป้องกันไม่ให้สัตว์เลื้อยคลานใช้เป็นทางเดินเข้าสู่ภายในบ้าน ข้อนี้อาจต้องพึ่งคนสวน เพื่อนหนุ่มหรือคุณสามี

7. ทำไม้ค้ำยันให้ต้นไม้ บ้านที่เพิ่งปลูกต้นไม้ใหญ่ ควรทำไม้ค้ำยันต้นไม้ไว้ เพื่อให้ลำต้นตั้งตรง ไม่เอนเอียง หรือโค่นล้ม เมื่อมีลมพัดมาแรง ๆ และช่วยทำให้รากต้นไม้สามารถแผ่ขยายได้อย่างรวดเร็วด้วย

8.ย้ายเฟอร์นิเจอร์สนามหลบฝน เมื่อฝนตกบ่อย ๆ ขึ้น ชุดเฟอร์นิเจอร์สนามที่คุณเคยใช้นั่งเล่นกินลม คงไม่เหมาะที่จะใช้งานต่อไป ทางที่ดีควรหาที่จัดเก็บเพื่อหลบฝนหรือใช้ผ้าใบคลุมไว้

9.บ้านที่โล่งโปร่งสบายในหน้าร้อน เมื่อถึงฤดูฝนควรทำชายคา หรือกันสาดยื่นออกมาเพื่อกันไม่ให้ฝนสาดเข้าไปกระทบกับช่องเปิดพวกบรรดาประตู หน้าต่าง หรือผนังบ้านในส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการผุพัง คราบเชื้อรา หรือคราบตะไคร่น้ำจับเกาะบริเวณผนัง

10. ปลูกต้นไม้ใหม่หรือย้ายต้นไม้ในกระถางลงดิน ต้นฤดูฝนเป็นเวลาที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ให้กับสวนของคุณ โดยเฉพาะการลงต้นไม้ขนาดใหญ่ ควรทำในช่วงนี้ เพราะอากาศมีความชื้นสูง และมีน้ำฝนมาช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน ใบไม้จึงระเหยน้ำไม่มาก ต้นไม้จะมีโอกาสรอดสูง


ที่มา http://hilight.kapook.com/view/52315

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ไซนัสอักเสบ แตกต่างจาก หวัด อย่างไร




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ฮัดชิ่ว!!!! จามอีกแล้ว ไออีกต่างหาก แถมปวดบริเวณใบหน้าด้วย ดูท่าจะไม่ใช่แค่เป็น "หวัด" ธรรมดาเสียแล้วล่ะมั้ง เกรงว่าจะเป็น "ไซนัสอักเสบ" แล้ว โรคไซนัส ไซนัสอักเสบ เป็นอย่างไรล่ะเนี่ย รักษาได้หรือไม่ ใครที่มีอาการต้องสงสัย ต้องมาอ่านเรื่อง ไซนัสอักเสบ ที่เรานำมาเสนอกันในวันนี้ค่ะ

ไซนัส คืออะไร

มารู้จัก ไซนัส กันก่อนดีกว่า ไซนัส (Sinus) ก็คือโพรงอากาศในกะโหลก ซึ่งเรียกว่า โพรงไซนัส มีทั้งหมด 4 ตำแหน่งเป็นคู่ ๆ คือ

บริเวณหน้าผาก ใกล้กับหัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง (frontal sinus)
บริเวณหัวตาทั้ง 2 ข้าง (ethmoid sinus)
บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง (Maxillary sinus)
บริเวณกะโหลกศีรษะ ใกล้ฐานสมอง (sphenoid sinus)

โดยหน้าที่ของ ไซนัส มีส่วนทำให้กะโหลกศีรษะเบาขึ้น เวลาพูดมีเสียงก้องกังวานขึ้น (เพราะเป็นโพรงอากาศ) และเยื่่อบุของไซนัสและจมูก จะผลิตน้ำมูกเมือกใส ๆ วันละ 0.5-1 ลิตร เพื่อดักจับฝุ่นละออง และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ในอากาศที่เราหายใจเข้าไป และเยื่อบุเหล่านี้จะมีขนเล็ก ๆ พัดน้ำมูกลงไปด้านหลังของจมูก ผ่านช่องคอ ก่อนกลืนลงไปสู่กระเพาะอาหาร และจะถูกกรดในกระเพาะทำลายเชื้อโรคให้หมดไป





ไซนัส


แล้ว ไซนัสอักเสบ ล่ะเกิดจากอะไร

ไซนัสอักเสบ (Sinusitis) จะเกิดขึ้นเมื่อจมูกมีการติดเชื้อ มีการอักเสบ อาจเป็นเพราะอาการหวัด เป็นภูมิแพ้ มีสารระคายเคือง มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในจมูก รวมทั้งการมีฟันกรามผุถึงโพรงรากฟัน การเป็นโรคหัด และเกิดอุบัติเหตุที่กระดูกบนใบหน้า จึงทำให้ท่อที่ติดต่อระหว่างโพรงไซนัส และจมูก เกิดอาการบวมแล้วตีบตัน จนมีน้ำเมือกในโพรงจมูกคั่งค้างอยู่ เมื่อมูกภายในสะสมมากขึ้นจะมีความหนืด และมีสภาพความเป็นกรด ทำให้เชื้อโรคเข้าไปเจริญเติบโตได้ดี จนกลายเป็นภาวะโพรงจมูกอักเสบ หรือ ไซนัสอักเสบ นั่นเอง

อาการของ ไซนัสอักเสบ

โรคไซนัสอักเสบ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.ไซนัสอักเสบ แบบเฉียบพลัน

คือไซนัสอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถหายได้ภายใน 7 วัน อาการทั่วไปจะเหมือนไข้หวัด มีไข้ เมื่อเชื้อลุกลามเข้าสู่ไซนัสก็จะมีอาการปวดจมูก ปวดกระบอกตา หรือแก้มข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง น้ำมูกและเสมหะจะมีสีเหลืองอมเขียวมากขึ้น อาจปวดกระดูกขากรรไกรบน หรือปวดฟันบนด้วย โอกาสที่การติดเชื้อจะลุกลามมีสูง จึงควรรักษาอย่างจริงจัง เพื่อลดโอกาสที่จะกลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง

2.ไซนัสอักเสบ เรื้อรัง

คือไซนัสอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มีอาการมากกว่า 10 วัน และในช่วงที่เป็นนั้น อาการต่าง ๆ ไม่มีช่วงที่หายสนิท จะมีอาการปวดตื้อ ๆ มึนงง ร่วมกับคัดจมูกเรื้อรัง มีเสมหะเหนียวในลำคอตลอดวัน เพราะมูกจากไซนัสไหลลงมาทางจมูกนั่นเอง ประสิทธิภาพในการดมกลิ่น รับกลิ่นของจมูกจะลดลง และลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

สาเหตุที่ไซนัสอักเสบเรื้อรัง เป็นผลจากผู้ป่วยได้รับการรักษาไซนัสอักเสบระยะเฉียบพลันในเวลาที่น้อย หรือสั้นเกินไป หรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือมีภาวะผิดปกติเป็นปัจจัยร่วมด้วย เช่น จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ พักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยง ไซนัสอักเสบ

ไม่ว่าใครก็สามารถเป็น ไซนัสอักเสบ ได้แม้แต่เด็กแรกเกิด แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็น ไซนัสอักเสบ ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป คือ

1. คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูก เพราะเมื่อเกิดอาการแพ้จะเหมือนคนเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะบวม รูเปิด ไซนัสจะตีบตันทำให้เกิดการอักเสบในไซนัสได้

2. คนที่มีความผิดปกติของช่องจมูก เช่น ผนังกั้นระหว่างช่องจมูกคด ทำให้ช่องจมูกแคบกว่าปกติเกิดอาการแน่นคัดจมูก และขัดขวางการไหลเวียนตามปกติของน้ำมูก ที่จะไปทางด้านหลังทำให้มีโอกาสเกิด การอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้น

3.คนที่สูบบุหรี่และคนที่อยู่ในเขตมลภาวะเป็นพิษ จะมีผลทำให้ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบมากขึ้น

4. มีคนกล่าวถึงการว่ายน้ำสระที่ใส่น้ำยาคลอรีน หรือฆ่าเชื้อด้วยโอโซนอาจทำให้มีโอกาสเป็นไซนัสอักเสบเกิดขึ้น เพราะว่ามีการระคายเคืองของเยื่อบุเกิดขึ้น

การวินิจฉัยโรค เป็นหวัด หรือ ไซนัสอักเสบ

อาการต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับไข้หวัดธรรมดา เช่น อาการไข้ ปวดเมื่อย เจ็บคอ มักจะหายภายใน 7-10 วัน ส่วนอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ อาจเป็นต่อเนื่องถึง 2-3 สัปดาห์ แต่ความรุนแรงจะลดลง จนหายได้ในที่สุด

แต่ถ้าผ่านไป 10 วันแล้วอาการต่าง ๆ ของไข้หวัด เช่น เป็นไข้หวัด ไอถี่ โดยเฉพาะเวลากลางคืนไม่ดีขึ้นเลย หรือดีขึ้นแล้วกลับมาทรุดลง หรือเป็นซ้ำอีก ที่สำคัญคือปวดบริเวณหน้า ลักษณะเช่นนี้อาจเป็นไซนัสอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตามมาได้ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการคัดแน่นจมูก น้ำมูกไหลลงรูจมูก หรือไหลลงคอ หรืออาจปวดตื้อด้านข้างจมูก ใบหน้า ตามมา

หากมีอาการเช่นนี้ แพทย์จะตรวจโพรงจมูกและไซนัส โดยใช้กล้องส่องตรวจพิเศษ เพื่อวินิจฉัยอาการ โดยอาการแสดงจำเพราะว่าเกิดไซนัสอักเสบคือ พบมูกหนองที่บริเวณช่องข้างจมูกชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางระบายมูกจากโพรงไซนัสเข้ามาสู่ช่องจมูก และในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจเก็บมูกหนองไปเพราะเชื้อตรวจ

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจทางรังสีวิทยาร่วมด้วย โดยการเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) เพราะจะสามารถบอกรายละเอียดของโรค และโครงสร้างทางกายวิภาคโพรงจมูกและไซนัสได้เป็นอย่างดี และสามารถใช้วินิจฉัยแยกจากโรคอื่น ที่มีลักษณะอาการคล้ายกับไซนัสอักเสบได้ด้วย

โรคแทรกซ้อนของ ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบ ปกติไม่อันตรายมาก เพียงแค่กินยาก็หาย แต่โรคแทรกซ้อนที่อาจพบได้บ้างก็คือ

1. การติดเชื้อที่อาจลุกลามเข้าไปในกระบอกตา ซึ่งจะทำให้เนื้อเยื่อรอบ ๆ ตาอักเสบและเกิดเป็นฝีรอบตา (Periorbital abcess)มักพบในเด็ก หรือคนชรา ความรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้เลยทีเดียว โดยจะพบว่า มีอาการตาบวมข้างเดียว แดงรอบ ๆ และในลูกตา หนังตาบวมกดเจ็บ ลูกตาโปน สามารถรักษาได้โดยการฉีดยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และการผ่าตัด

2. โรคแทรกซ้อนขึ้นสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งมักพบในเด็ก หรือคนชรา ที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน

3.ริดสีดวงจมูก คือ ก้อนในจมูกที่เกิดจากภาวะไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือเกิดจากภูมิแพ้ ไม่ลุกลามไปที่อื่น แต่เบียดกระดูก หากทานยาแก้แพ้จะทำให้ยุบลงได้บ้าง การรักษาทำได้ด้วยการผ่าตัด

แต่อาการแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้ไม่บ่อยนัก ในรายที่มีอาการเรื้อรังอาจจะมีความสัมพันธ์กับโรคทางปอด หลอดลมอักเสบ ไอเรื้อรัง หอบหืด และหูชั้นกลางอักเสบได้


การรักษา โรคไซนัส อักเสบ

มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเมื่อเป็นไซนัสอักเสบที่เกิดจากไวรัส แจะสามารถหายเองได้ไม่เกิน 7 วัน ด้วยการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี คือ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ อยู่ในสถานที่มีอากาสถ่ายเทดี ออกกำลังกายตามความเหมาะสม ทานอาหารที่มีประโยชน์ ร่วมกับทานยาตามอาการ โดยการรักษาโรคไซนัสอักเสบ จะแบ่งเป็นการรักษาแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง คือ

การรักษาไซนัสอักเสบเฉียบพลัน รักษาโดย

ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งควรได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 10-14 วัน
ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ควรใช้ควบคู่ไปกับยาปฏิชีวนะ
ยาลดการบวม มีทั้งชนิดรับประทานและชนิดพ่นหรือหยอดจมูก ช่วยบรรเทาอาการคัดแน่นจมูก ไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 3-5 วัน
ยาต้านฮิสตามีนหรือยาแก้แพ้ มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ทั้งที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงและไม่ง่วง
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นการรักษาอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย และช่วยให้อาการทางไซนัสดีขึ้น ลดความหนืดของน้ำมูก และช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์ชนิดมีขนอ่อนไว้พัดโบกในโพรงจมูกและไซนัส
การสูดดมไอน้ำร้อน


การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรัง

หากใช้การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือมีการอักเสบเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง รวมถึงรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการอักเสบเฉียบพลันทั้งต่อทางตา,สมองและ กระดูกที่อยู่บริเวณใกล้เคียง แพทย์อาจพิจารณาใช้การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคปเข้าช่วย เช่น การเจาะล้างไซนัส เพื่อล้างมูกหนองที่คั่งอยู่ในท่อออกไป หรือการผ่าตัดขยายรูเปิดของไซนัส

ปัจจุบันการตรวจรักษา และการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงมาก และมีประสิทธิภาพ ยังคงรักษาสภาพโครงสร้างหลักที่สำคัญของช่องจมูกไว้ได้ในสภาพปกติดังเดิม อีกทั้งผู้ป่วยก็เสียเลือดไม่มาก และฟื้นตัวได้เร็ว

วิธีการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือด้วยตัวเอง

1. หาซื้อน้ำเกลือ หรืออาจผสมขึ้นเอง โดยใช้น้ำสะอาด 750 ซีซี ผสมกับเกลือสะอาด 1 ช้อนชา หรืออาจใช้ 0.9% normal saline ที่ไม่มีน้ำตาลผสมอยู่

2. เทน้ำเกลือลงในแก้วสะอาด

3. ดูดน้ำเกลือจากแก้วสะอาดเข้าในลูกยาง หรือหลอดฉีดยา (Syringe) ที่ไม่มีเข็ม หรือใส่ในขวดยาพ่นจมูก

4. พ่นน้ำเกลือจากลูกยาง หรือหลอดฉีดยาเข้าในจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ในท่าก้มหน้า กลั้นหายใจในระหว่างฉีดน้ำเกลือเข้าสู่จมูก อ้าปากเล็กน้อย ค่อยฉีด ๆ เข้าจมูก

5.หายใจออก พร้อมสั่งน้ำมูก หากมีน้ำมูกหรือน้ำเกลือไหลลงคอ ให้กลั้วคอบ้วนทิ้ง ถ้ายังไม่โล่งก็ทำซ้ำอีกได้จนน้ำมูกหมด

6.ทำซ้ำแบบเดียวกับรูจมูกอีกข้าง

ข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง

ผู้ที่เป็นไซนัสอักเสบควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดอาการหวัด ภูมิแพ้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นไซนัสอักเสบ มักเกิดมาจากโรคภูมิแพ้ของจมูก ดังนั้นหากรู้ว่า อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ ก็ควรหลีกเลี่ยง

ควรงดว่ายน้ำ ดำน้ำ ขึ้นเครื่องบิน ประมาณ 2 สัปดาห์ ในช่วงที่อาการกำเริบ

ไม่ควรรักษากันเองตามแบบพื้นบ้าน เช่น ใช้สารกรดบางอย่าง หยอดเข้าจมูก (ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมามาก เพราะเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อจมูก) อาจทำให้เกิดการอักเสบ และจมูกพิการได้

หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท

การป้องกัน โรคไซนัสอักเสบ

โดยทั่วไปคือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้เป็นหวัด โดยพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พยายามหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือบริเวณที่มีฝุ่นควันมาก ๆ รวมทั้งพยายามรักษาสุขภาพของปากและฟันให้ดี ไม่ให้ฟันผุ และถ้าเป็นหวัดแล้ว ก็รีบรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ


ที่มา http://health.kapook.com/view3768.html

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

อันตรายจากหมัดบนตัวเหมียว



เรื่องเหมียวๆที่คุณไม่ควรลืม (โรงพยาบาสัตว์ทองหล่อ)

หลาย ๆ คน พอพูดถึงเห็บหมัดมักจะนึกถึงแมลงตัวเล็ก ๆ ที่อยู่บนตัวสุนัข แต่ไม่ค่อยจะนึกถึงน้องเหมียวกันซักเท่าไหร่ ซึ่งปัญหาที่พบบ่อย ๆ ในแมวนั้นก็คือ "หมัด" ที่สามารถกระโดดไปมาได้ในระยะไกล หมัดจะเป็นตัวที่วิ่งเร็ว ๆ สามารถอยู่ได้ทั้งบนตัวสุนัขและแมว จับออกจากร่างกายสัตว์เลี้ยงได้ลำบากเพราะจะวิ่งหนีได้รวดเร็ว ต่างจากเห็บซึ่งมักไม่ขยับไปไหน คุณรู้หรือไม่ค่ะว่า หมัด นั้น สามารถก่ออันตรายในสัตว์เลี้ยงทั้งสุนัขและแมวได้อย่างไรบ้าง

อันตรายที่ได้รับจากหมัด

1. หมัดสามารถทำให้เป็นโรคพยาธิตัวตืดเม็ดแตงกวาได้

2. หมัดทำให้เกิดโรคพยาธิในเม็ดเลือดได้ โดยเฉพาะในแมว

3. หมัดทำให้เกิดปัญหาภูมิแพ้ผิวหนังได้

4. ถ้ามีหมัดมากๆ อาจทำให้เลือดจางได้

ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของทั้งน้องหมาและน้องแมว อยู่เป็นระยะ ๆ เราจึงควรมีการป้องกันและกำจัดพยาธิภายนอกเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงให้ห่างไกลจากเห็บหมัด


ที่มา http://pet.kapook.com/view17176.html

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

9 เคล็ดลับช่วยทำให้ผอม




9 เคล็ดลับช่วยทำให้ผอม (Womans’ Story)

เอาใจสาว ๆ ที่กำลังต้องการแนวทางในการใช้ลดน้ำหนัก วันนี้จึงมี 9 เคล็ดลับ ที่จะมาช่วยสางปัญหานี้ให้หมดไปจากรูปร่างของคุณแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องทรมานค่ะ

1. เลือกทานแบบโภชนาการ

เวลาจะทานอาหารแต่ละมื้อให้กะปริมาณอาหารโดยรวมทั้งหมดไม่ให้เกิน 1 ฝ่ามือ และเวลาอยากทานขนมของว่างก็ให้งดของกินพวกคุ้กกี้ เค้ก ของขบเคี้ยว ที่มาพร้อมแคลอรี โดยให้เปลี่ยนมาเป็นผลไม้สด ผลไม้อบแห้ง หรือว่าถั่วดีกว่าค่ะ

2. เคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุด

เวลาเดินก็ขยับแขน ขยับขา แกว่งแขนไปมาแรง ๆ หน่อย เพื่อให้ร่างกายได้ออกกำลัง และคนก็ลดความสนใจในรูปร่างของคุณ อย่างนั่งเกิน 30 นาที ให้ลุกขึ้นขยับเคลื่อนไหวร่างกายบ้างจะได้ไม่ลงพุง

3. เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับสภาพจิตใจ

อย่ายืนกิน เพราะจะทำให้เผลอกินมากเกินไป แล้วเวลาไปช้อปปิ้งให้ทานอะไรรองท้องไปก่อน จะได้ไม่รู้สึกหิวจนซื้อของเข้าตู้เย็นมากเกินไป หรือเวลาที่รู้สึกหิวขึ้นมาก็ใช้โทรศัพท์โทรหาเพื่อนสนิท ๆ ที่คุยเก่ง จะทำให้ลืมความหิวได้ และอย่าซื้อแต่ของโปรดของคุณมาแช่ตู้เย็น ลองซื้ออย่างอื่นบ้าง จะได้ไม่กระหน่ำกินจนผอมไม่ลงนะคะ

4. เครื่องมือช่วยผอม

หันมากินด้วยตะเกียบ เพื่อให้กินช้าลงและปริมาณของเข้าปากน้อยลงในแต่ละครั้ง และลองถ่ายรูปคนแล้วนำไปทำโฟโต้ช้อป ให้ดูผอมเพรียว จากนั้นนำมาติดที่บ้านหน้ากระจก หรือติดทั่วตู้เย็นในครัว เวลาเห็นจะได้เป็นแรงผลักดันให้คุณไม่เผลอเปิดตู้เย็น แล้วกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

5. กินข้าวนอกบ้าน

เลือกร้านที่อาหารมีราคาแพงหน่อย จะได้กินได้แค่จานเดียว แล้วก็เลือกเมนูที่หรู เพราะอาหารพวกนี้จะมีการจัดจานให้ทานเพียงเล็กน้อย ผู้ดีเค้าไม่ทานอาหารแบบกองโตกัน ส่วนของหวานก็แนะนำให้สั่งมาจานเดียวแล้วคุณแค่ชิมเพียงคำเดียวก็พอ จะได้จำกัดปริมาณการทานของตัวเอง ที่สำคัญอย่ามองเมนูนานเกิน 5 นาที เพราะจะทำให้อยากทานไปหมด

6. เลือกเครื่องดื่มให้แค่พอดื่ม

เลือกระหว่างไวน์หวานกับไวน์หลังอาหารธรรมดา ๆ แบบหวานจะมีแคลอรีถึง 185 แคลอรีซึ่งมากกว่าในบราวนี 1 ชิ้นเสียอีก อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มี "ร่ม" แต่งอยู่ด้วย เพราะจากประสบการณ์บอกว่าพวกนี้มักใช้แก้วขนาดใหญ่กว่าปกติ และเราก็จะได้แคลอรีมากกว่าปกติด้วย ใช้แก้วใบเล็กรินเครื่องดื่มใส่ แล้วค่อย ๆ จิบ แทนที่จะดื่มรวดเดียวหมดขวด

7. ต้องห้ามใจในโอกาสพิเศษ หรืองานเลี้ยง

ถ้าในโอกาสพิเศษแฟนของคุณต้องการจะซื้อของขวัญให้ ให้เลือกเป็นของที่ระลึก หรือเครื่องประดับแทนที่จะเป็นเค้กก้อนโต แต่ถ้าเป็นงานเลี้ยงแล้วล่ะก็ ต้องสาบานกับตัวเองเลยว่าสิ่งที่กินได้มีแต่ออร์เดิฟเท่านั้น ส่วนเครื่องดื่มที่ควรดื่มคือ รัม ไดเอตโค้ก ยินและไดเอตโทนิกทั้งหลาย

8. การเดินทาง

ให้เลือกทานผลไม้สดดีกว่า มองข้ามมินิบาร์ทั้งหลายไปซะ และเลือกโรงแรมที่มีห้องออกกำลังกายและเข้าไปใช้บริการอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วก็ไม่ต้องถามถึงซุปเปอร์มาเก๊ต หรือว่าตลาดนัด ให้ลองเดินสำรวจเอง ถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

9. การแต่งตัวช่วยอำพราง

ให้เลือกชุดแบบ little black dress ช่วยให้รูปร่างดูผอมเพรียวขึ้นมาทันที และเลือกใช้สีดำ เพราะจะช่วยพรางรูปร่างของคุณได้ดี หรือการเลือกเสื้อผ้าแบบสีโทนเดียวแบบ momochrome จะผอมลงได้ทันที การใส่รองเท้าส้นสูงก็จะทำให้ขาดูเรียวขึ้น นอกจากนี้ การเมคอัพก็ให้เน้นใช้โทนสีธรรมชาติ เน้นที่ดวงตาและควรทาปากสีอ่อนเพื่อไม่ให้คางใหญ่โต และอย่าปัดแก้มสีจัดจนเกินไปจะทำให้ดูหน้ากลม และกางหนักขึ้นไปอีก


ที่มา http://health.kapook.com/view17146.html

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ดาวพฤหัส โคจรใกล้โลกมากที่สุดคืนนี้



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย

ในคืนนี้ (20 ก.ย.) จะเกิดปรากฏการณ์ ดาวพฤหัส โคจรเข้ามาใกล้โลกมาที่สุด ห่างเพียง 368 ล้านไมล์

เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศรายงานว่า คืนนี้ (20 ก.ย.) จะเกิดปรากฏการณ์ดาวพฤหัส (Jupiter) โคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ. 2506 โดยดาวพฤหัสจะอยู่ห่างจากโลกเพียงแค่ 368 ล้านไมล์

ซึ่งประชาชนจะสามารถมองเห็นดาวพฤหัสได้ในระยะต่ำทางทิศตะวันออก และจะลอยขึ้นอยู่เหนือศีรษะประมาณเที่ยงคืน เนื่องจากเป็นเวลาที่โลกกำลังโคจรผ่านระหว่างดาวพฤหัสกับดวงอาทิตย์ ทั้งนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจจะทิ้งระยะเวลาไปถึง 12 ปี หรือปีพ.ศ.2565 จึงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยดาวพฤหัสนั้น จัดเป็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล และมีความสุกสว่างมากกว่าดาวซิรินัสถึง 3 เท่า ซึ่งการใช้กล้องดูดาวจะทำให้เห็นได้ดีกว่าตาเปล่า และในครั้งนี้จะมีดาวยูเรนัสที่จะโคจรเข้าใกล้โลกด้วยเช่นกันในระยะ 1,700 ล้านไมล์ จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยาก




ที่มา http://hilight.kapook.com/view/52175

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีลดต้นขา สำหรับคุณสาว ๆ




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หนึ่งในปัญหาที่คุณสาว ๆ มักจะกลุ้มอกกลุ้มใจเสียเหลือเกิน ก็คือปัญหา "ต้นขาใหญ่" ใช่มั้ยล่ะ แม้คุณสาว ๆ หลายคนออกจะผอมเพรียว ก็ยังมิวายเจอกับปัญหานี้ วันนี้กระปุกดอทคอม จึงขอรวบรวมสารพัดท่าบริหารต้นขา วิธีลดต้นขา มานำเสนอคุณสาว ๆ ให้ลองไปใช้ลดต้นขากันดูค่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 1

ต้องใช้เวท น้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นตัวช่วยด้วยค่ะ ให้นอนลงกับพื้นแล้วผูกเวทติดไว้ที่ขา แล้วยกขาให้สูงขึ้นจากพื้น 45 องศา อย่างช้า ๆ นับ 1-5 แล้ววางลง จนเมื่อร่างกายเริ่มชินกับน้ำหนักของเวท ให้ยกขาขึ้นลงด้วยความเร็วมากขึ้น

โดยท่าลดต้นขานี้ควรทำทีละข้าง ครั้งละ 3 เซต เซตละ 10 ครั้ง หมั่นทำบ่อย ๆ อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งค่ะ เมื่อทำจนชำนาญแล้ว ก็อาจจะยกขาให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 2

ท่านี้จะเป็นการบริหารต้นขาด้านหน้าได้อย่างดีเลยล่ะ โดยให้คุณสาว ๆ นอนหงาย แล้วสอดมือทั้ง 2 ข้างรองก้นไว้ งอเข่าซ้ายขึ้นมาเข้าหาอก แล้วยก-เหยียดขาขวาขึ้นข้างบนอย่างช้า ๆ เมื่อเหยียดขาขวาจนสุดแล้ว ให้ค้างอยู่ในท่านั้นสักครู่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขา

จากนั้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น โดยเปลี่ยนเป็นงอเข่าขวาเข้าหาอก แล้วเหยียดขาซ้ายยกขึ้นสูงแทน ทำ 3 เซ็ต เซ็ตละ 10-15 ครั้ง ต่อวัน และควรทำเป็นประจำ 3-5 วันต่อสัปดาห์ค่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 3

ท่านี้เป็นวิธีลดต้นขาด้านในค่ะ เริ่มจากการนอนราบลงบนพื้น ไขว้ข้อเท้าไว้ด้วยกัน จากนั้นพยายามงอเข่าให้เข้ามาชิดตัวให้มากที่สุด โดยที่ข้อเท้ายังไขว้กันอยู่ จากนั้นก็ยืดขาออก คลายเท้าทั้งสองออกจากกัน แล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำประมาณ 24 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้ต้นขาด้านในดูเล็กลงได้ทีเดียวล่ะ

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 4

ท่านี้อิมพอร์ตมาจากประเทศญี่ปุ่นค่ะ โดยให้คุณสาว ๆ อยู่ในท่ายืน ยกขาข้างหนึ่งไปข้างหน้า ปลายเท้าชี้ขึ้นฟ้า จากนั้นค่อย ๆ ลากขามากข้างหน้า ไขว้ไปที่ขาอีกข้างแล้วค้างไว้นานประมาณ 20 วินาที จากนั้นสลับมาทำอีกข้าง จะช่วยให้ต้นขาเล็กลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ แถมท่านี้ยังทำได้ง่าย ๆ แม้คุณจะยืนทำอะไรอยู่ก็ตาม

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 5

เป็นวิธีง่าย ๆ จากประเทศญี่ปุ่นเช่นกันค่ะ เพียงแค่เวลาที่คุณนั่ง ไม่ว่าจะนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือ นั่งดูทีวี ฯลฯ ให้นำสมุดโทรศัพท์เล่มหนา หรือหนังสืออะไรก็ได้ที่หนา ๆ ไม่ต่ำกว่า 5 เซนติเมตร มาหนีบไว้ที่ระหว่างขาให้แน่น ๆ จนเมื่อย ทนไม่ไหวก็ให้คลายสักครู่ แล้วทำต่อค่ะ ความเมื่อยที่คุณรู้สึกได้ จะช่วยลดต้นขาได้ดีเลยล่ะ




นอกจากนี้ ถ้าใครอยากจะลดช่วงน่องด้วย ก็ลองเกร็งขาแล้วยกขาให้ลอยเหนือพื้น ขณะที่ยังหนีบหนังสือหนา ๆ ไว้อยู่นั่นแหละค่ะ ค้างไว้ท่านั้นประมาณ 20 วินาที หรือจนกว่าจะทนไม่ไหวเช่นกันก็พักได้สักครู่ แล้วยกค้างไว้ต่อ ทำประมาณ 10 ครั้งบ่อย ๆ จะช่วยลดต้นขากับน่องได้ด้วย

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 6

ท่าบริหารนี้นำเอาหลาย ๆ ท่ามารวมกันค่ะ โดยเริ่มจากการนอนหงายกับพื้น ยกขาทั้งสองขึ้นเหยียดตรง ค้างไว้ 2 นาที จากนั้นแยกขาออกจากกัน แล้วหุบขาชิด ทำกลับไปมาอีก 20 ครั้ง จากนั้นปั่นจักรยานกลางอากาศต่อ พยายามทำให้เร็ว และให้มากครั้งที่สุด ก่อนจะเปลี่ยนท่ามานั่งกับพื้น เหยียดขาให้ตรง แล้วตีขาไปมากับพื้นอีก 100 ครั้ง

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 7

นั่งคุกเข่าลงกับพื้น โน้มตัวมาข้างหน้า วางมือทั้ง 2 ข้างบนพื้นแขนเหยียดตรง ให้ไหล่ เข่า มืออยู่ในแนวเดียวกัน (เป็นท่าหมอบ 4 ขา) ยืดหลังตรง จากนั้นค่อย ๆ ยกขาขึ้นให้หัวเข่าตั้งเป็น 90 องศากับลำตัว วางลงแล้วทำใหม่ ข้างละ 10-12 ครั้ง 3 เซต จะช่วยกระชับต้นขาด้านนอกได้อย่างดี

วิธีลดต้นขา ท่าที่ 8

ขอเอาใจคนรักการว่ายน้ำบ้าง เพราะวิธีลดต้นขานี้สามารถทำได้ในน้ำค่ะ ง่าย ๆ เลยก็คือ ให้ใช้แขนทั้งสองข้างจับขอบสระ คว่ำหน้า ยืดขาเหยียดให้ลอยตัวพร้อมกับตีขาไปจนเมื่อย แล้วพักสักครู่ก่อนจะตีขาต่อ ทำประมาณ 10-15 ครั้งค่ะ

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งท่า ก็คือ ให้ยืนในน้ำ หันข้างให้ขอบสระ มือหนึ่งจับขอบสระไว้ อีกมือหนึ่งเท้าเอวไว้ เหยียดขาให้ตรง แล้วเหวี่ยงขาข้างเดียวกับที่เท้าเอวไปข้างหน้า แล้วเหวี่ยงกลับ ทำทั้งหมด 20 ครั้ง แล้วสลับมาทำอีกข้างหนึ่งอีก 20 ครั้ง ทำซ้ำจนครบ 10-15 ครั้ง จะช่วยบริหารต้นขาได้เยี่ยมเลยล่ะ




ที่มา http://health.kapook.com/view9476.html